Header image alt text

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

"รับใช้ประชาคือ ปลายทางเราผู้เล่าเรียน"

ประชุมพิจารณาศึกษากรณีการเสียชีวิตของนายอำพล หรือ อากง

16 พ.ค. เวลา 13.30 น. ที่อาคารรัฐสภา 2 นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดประชุมพิจารณาศึกษากรณีการเสียชีวิตของนายอำพล หรือ อากง ในระหว่างถูกคุมขังในราชทัณฑ์ เพื่อไม่ให้ปรากฏเหตุในลักษณะเช่นเดียวกันอีก โดยเชิญหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เช่น กรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ สำนักงานศาลยุติธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งทนายความและญาติของผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีประชาชนที่สนใจและสื่อมวลชนเข้าร่วมฟังคับคั่ง

การประชุมเริ่มโดยผู้แทนกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ รายงานถึงผลกระทบจากกรณีการเสียชีวิตของนายอำพลว่า สื่อต่างประเทศได้รายงานและวิพากษ์วิจารณ์การเสียชีวิตของนายอำพลมากพอสมควร โดยเชื่อมโยงกับประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสรีภาพการแสดงออก และการเมืองภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ทางกระทรวงต้องให้ข้อมูลแก่ประชาคมโลก สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่นายอำพลยังไม่เสียชีวิตได้แสดงความกังวลเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 และย้ำเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของไทย รองโฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้มาสอบถามรายละเอียดเหตุผลการเสียชีวิตของนายอำพล ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission) ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ และเสนอข้อเรียกร้อง 3 เรื่อง คือ สิทธิในการได้รับการประกันตัว สิทธิในการรักษาพยาบาลของผู้ต้องหา และให้ดำเนินการชันสูตรศพนายอำพลเพื่อหาสาเหตุการตาย

นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการศาลยุติธรรม กล่าวว่าศาลเองก็ไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิด ศาลได้เคยอนุญาตให้ปล่อยตัวนายอำพลชั่วคราวเมื่อ 4 ต.ค. 2553 ด้วยหลักประกัน 5 แสนบาท แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการประกันตัวอีก ในคดีมาตรา 112 ศาลก็เคยอนุญาตให้บางคนประกันตัว เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล จากการเก็บสถิติในกระบวนยุติธรรม ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยที่เป็นคนไทยร้อยละ 93 ไม่อนุญาตร้อยละ 7 เท่านั้น รัฐธรรมนูญบอกว่าการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ที่จะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ศาลจะใช้ดุลยพินิจเป็นรายกรณี

การที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวแม้ว่านายอำพลจะมีอาการป่วย นายสราวุธชี้แจงว่าปกติศาลจะปล่อยตัวถ้ามีหลักฐานแสดงชัดเจนเพียงพอ แต่ตอนที่นายอำพลยื่นคำร้องขอประกันตัว เอกสารที่ยื่นมีใบรับรองแพทย์ ศาลเห็นว่าอาการเจ็บป่วยยังไม่ได้ปรากฏมาก น่าเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี และอาการป่วยยังสามารถรักษาระหว่างจองจำได้ ถึงมีการยืนขอปล่อยตัวชั่วคราวหลายครั้ง แต่ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงยังคงเหมือนเดิม ศาลก็ยังยืนยันตามเดิม ใช้เหตุผลซ้ำๆ กับที่เขียนไว้ของเดิม และต้องชี้แจงว่ารูปแบบคำสั่งกับคำพิพากษาแตกต่างกัน คำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวหรือไม่ต้องทำอย่างรวดเร็วในวันเดียวกัน ที่มีผู้ถามว่าทำไมศาลไม่รู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยนั้นร้ายแรงทั้งที่ใบรับรองแพทย์ระบุว่าเป็นมะเร็ง จริงๆ มะเร็งมีหลายระยะ ระยะแรกๆ อาจรักษาหาย ควรมีการระบุความรุนแรงของอาการ นายสราวุธยืนยันว่าศาลมีความเป็นกลาง พิจารณาตามหลักฐานและเกณฑ์ที่กำหนด แต่การใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษาแต่ละคนมีความแตกต่างกันภายใต้กรอบกฎหมาย ตนมีความหนักใจในการแถลงครั้งนี้เช่นกัน เพราะตนไม่ใช่ศาล

นายอานนท์ นำภา ทนายความนายอำพล ตั้งข้อสังเกตว่าในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คำสั่งศาลไม่ได้ออกมาในวันเดียวกันอย่างที่นายสราวุธกล่าว ตนเคยยื่นขอปล่อยตัวจำเลย แต่เดือนครึ่งแล้วศาลก็ยังไม่สั่งจนต้องถอนอุทธรณ์ ตนไม่แน่ใจว่าจะต้องรอให้อากงปากพูดไม่ได้ เลือดออกหูจึงจะให้ประกันหรือเปล่า และปัญหาสำคัญในกระบวนการยุติธรรมคือ เห็นได้ว่าการไม่อนุญาตให้ประกันตัวมันบังคับให้จำเลยไม่สู้คดี เช่น กรณีนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์


นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความนายอำพลอีกผู้หนึ่ง เสนอว่า ในการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลควรเขียนระบุให้ชัดเจนว่าข้อเท็จจริงที่อาศัยเป็นฐานของดุลยพินิจ “เกรงว่าจะจำเลยหลบหนี” นั้นคืออะไร และเสนอให้ราชทัณฑ์เพิ่มงบประมาณการตรวจรักษาโรคที่ต้องเฝ้าระวังเช่นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ เพราะแม้ผู้ป่วยจะอาการไม่รุนแรงระยะแรกแต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อเฝ้าระวังว่าโรคลุกลามไปแค่ไหนแล้ว ตนมีแต่ใบรับรองแพทย์ก่อนที่อากงจะเข้าคุกมาให้ศาลพิจารณา แต่หลังจากนั้นก็ยากลำบากในการติดตามอาการของอากง

ขณะที่นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล ในฐานะผู้มีส่วนร่วมชันสูตรพลิกศพอากง ระบุว่า อากงเป็นมะเร็งตับในระยะลุกลาม ไม่ใช่ระยะสุดท้าย ซึ่งพบชิ้นเนื้อมะเร็งประมาณ 7 เซนติเมตร แต่เชื้อดังกล่าวนั้น ไม่ได้ลามไปถึงหัวใจ และทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่า ขั้นตอนในการส่งตัวไปรักษานั้น มีความบกพร่องมากน้อยหรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ทางกรมราชทัณฑ์ก็ควรแก้ไขปรับปรุงในเรื่องดังกล่าว

นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ชี้แจงการดูแลทางการแพทย์ในเรือนจำว่าผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่ทุกคนต้องพบแพทย์และสอบถามประวัติความเจ็บป่วย ถ้าผู้ต้องขังไม่สบายสามารถพบแพทย์ในเรือนจำได้ทุกวัน จะมีเวรพยาบาลดูแลอยู่ หากสถานพยาบาลในเรือนจำรักษาไม่ไหวจึงจะส่งไปที่โรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์ หากผู้ป่วยมีจำนวนมากจนแพทย์และเครือมือไม่เพียงพอก็จะมีการส่งผู้ป่วยออกไปข้างนอกประจำ

นายแพทย์บุญมี วิบูลย์จักร แพทย์ในโรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์ ยอมรับว่าโรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้เต็มศักยภาพเท่าโรงพยาบาลข้างนอกที่มีเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มอัตรา เนื่องจากทัณฑสถานไม่ใช่ที่สำหรับคนทั่วไป เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลกลางราชทัณฑ์จะทำงานตอนกลางวัน แต่กลางคืนจะใช้ระบบเวรพยาบาลแทน ส่วนกรณีที่คนไข้เจ็บป่วยรุนแรง เวรพยาบาลจะแจ้งแพทย์ทราบและให้แพทย์สั่งรักษาทางโทรศัพท์ การรักษาคนไข้ที่ถูกคุมขังมีข้อจำกัดเพราะระบบการกักตัวนักโทษในบางเวลา วันเสาร์ อาทิตย์ ก็ใช้แต่ระบบเวรพยาบาล ไม่มีแพทย์เว้นแต่เหตุฉุกเฉิน

ส่วนการดูแลรักษานายอำพลก่อนเสียชีวิตนั้น นายแพทย์บุญมีเล่าว่าตอนแรกอากงได้แจ้งความเจ็บป่วยเรื่องมะเร็งช่องปาก แพทย์ด้านหูคอจมูกได้ตรวจอาการ แต่ไม่พบอาการกำเริบ เมื่อกลางปีที่แล้ว คนไข้บอกว่ามีรู้สึกอาการจะกลับมาเป็นใหม่ แพทย์ตรวจแล้วก็ยังไม่พบอาการผิดปกติ แต่ก็ได้ส่งไปตรวจ MRI ที่คอในโรงพยาบาลรัชวิภา ก็ยังไม่พบอาการมะเร็งที่ช่องปาก กระทั่งเดือนมกราคมปีนี้ อากงมาหาแพทย์อีกครั้งโดยบอกว่าเจ็บที่คอ แพทย์พบว่าต่อมน้ำเหลืองที่คอโต เบื้องต้นให้ยาปฏิชีวนะ อาการก็ดีขึ้น ต่อมน้ำเหลืองก็ยุบลงไปและกลับไปเรือนจำตามเดิม คนไข้จะหายไปจากการรักษาเป็นช่วงๆ ระหว่างนั้นก็ใช้ชีวิตเหมือนผู้ต้องขังปกติ ไม่ได้มีอาการเหนื่อยหรือเจ็บป่วยร้ายแรง

นายแพทย์บุญมีกล่าวว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถผ่ามะเร็งเบื้องต้นได้ทันที แต่กรณีของอากงนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร โรคที่ช่องปากก็ผ่านการรักษาอย่างถูกต้องแล้ว ส่วนอาการปวดท้องนั้นยังอยู่ในช่วงการตรวจหาโรค ตอนนั้นอากงเริ่มปวดท้อง ท้องบวมโต เราก็รับไว้ในโรงพยาบาลโดยได้ให้ยาเพื่อรอตรวจในวันถัดไปเหมือนโรงพยาบาลอื่นๆ แต่เพราะคนไข้มาในวันศุกร์ ช่วงนั้นเป็นวันหยุดราชการ เสาร์ อาทิตย์ กระบวนการส่งต่อจึงชะงักไปก่อน อาการอากงตอนนั้นยังดูไม่อยู่ในขั้นรุนแรง ความดันปกติ ทานอาหารได้ เหมือนอาการทั่วไปของโรคในช่องท้อง เดินเหินช่วยเหลือตัวเองได้ แพทย์วางแผนจะตรวจข้างนอก แต่ต้องส่งในเวลาทำการ

หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ทนายความของกลุ่มคนเสื้อแดงในเหตุสลายการชุมนุมปี 53 ซึ่งมาร่วมฟังการประชุม ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ตนรู้ถึงอาการป่วยของอากงจากการที่ไปเยี่ยมคราวที่แล้ว ในฐานะนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน มองว่าการที่ศาลปฏิเสธการประกันตัวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ตนได้เรียนกับรัฐบาลว่าปัจจุบันประเทศไทยมีนักโทษทางความคิดหรือนักโทษการเมืองจำนวนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับปรุงสภาพเรือนจำ รัฐบาลนี้ได้รับการเลือกตั้งมาโดยประชาชน รัฐบาลต้องตอบสนองมาตรฐานสากลเรื่องสิทธิมนุษยชน ในช่วงรัฐบาลทหารที่นำโดยนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ต้องยุติลงเพราะเรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เราต้องรับประกันว่าการตายของอากงจะไม่สูญเปล่า เราต้องประกันสิทธินักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิดทุกคนด้วย

เครดิตภาพจากBulunraya Khan

ที่มา : http://prachatai.com/journal/2012/05/40558

ทั้งนี้ในวันเดียวกัน Nithiwat Wannasiri ชื่อที่ใช้ในเฟสบุ๊คได้เข้าร่วมในงานรายงานว่าส.ส.ประสพ บุษราคัมพรรคเพื่อไทยจ.อุดรธานี
ได้กล่าวเอาไว้ต่อตัวแทนฝ่ายตุลาการ ในการประชุมคณะกรรมาธิการต่างประเทศ ว่าด้วย การเป็นภาคีสมาชิก”อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี” ณ รัฐสภา
16 พ.ค.55

ที่มา : https://www.facebook.com/media/set/?set=a.101154469970265.2055.100002271364703&type=3

“พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีกับพยานหลักฐานที่ศาล ชั้นต้นได้พิจารณาแล้วนับว่าร้ายแรง ประกอบกับข้อที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี และที่จำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยไม่ปรากฏว่าถึงขนาดจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ได้ ทั้งทางราชการก็มีโรงพยาบาลที่จะรองรับให้การรักษาจำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและแจ้งเหตุการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยและผู้ขอประกัน ทราบโดยเร็ว”

๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

กรณีมีข่าวระบุว่า นายอำพล หรือ “อากง เอสเอ็มเอส” จำเลยคดีอาญามาตรา 112 ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว เพราะจำเลยถอนการอุทธรณ์เพื่อใช้สิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษ ทำให้คดีถึงที่สุดไม่สามารถให้ประกันตัวได้นั้น

นายอานนท์ นำภา ทนายความผู้ติดตามคดี นายอำพล หรือ “อากง เอสเอ็มเอส”  ซึ่งเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ กล่าวว่า การถอนอุทธรณ์นั้นเกิดขึ้นจริง แต่ขอชี้แจงว่า เกิดขึ้นภายหลังจากได้ขอยื่นประกันตัวจำเลยไปแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง ไม่ใช่การถอนอุทธรณ์โดยที่ไม่เคยยื่นขอประกันตัวแม้แต่ครั้งเดียว  โดยที่ผ่านมาเป็นการยื่นประกันตัว 6 ครั้งในขั้นศาลชั้นต้น และ 2 ครั้งสุดท้าย เป็นการยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยยื่นไปยังศาลฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งเหมือนศาลอุทธรณ์ คือไม่อนุญาตให้ประกันตัว เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ทีมทนายความ จึงได้ปรึกษาหารือกันว่า กว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา คงใช้เวลานาน  จึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์หลัง วันที่ 13 มีนาคม เพื่อให้คดีถึงที่สุด และเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษ

สำหรับเหตุผล ที่ไม่ได้รับการประกันตัว ในการยื่นทั้งหมด 8 ครั้ง นายอานนท์ เผยว่า ได้รับเหตุผลว่า คดีมีอัตราโทษสูง 20 ปี เป็นเหตุร้ายแรง  และการที่จำเลยอ้างอาการป่วยนั้น  อาการป่วยก็ไม่ถึงแก่ชีวิต อีกทั้งเรือนจำ มีโรงพยาบาลจะรักษา

“ทุกครั้งที่ยื่นขอประกันตัว ก็วางหลักทรัพย์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะ การยื่นขอประกันตัว 2 ครั้ง หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ได้ยื่นขอประกันต่อศาลอุทธรณ์ โดยวางหลักทรัพย์ 1.4 ล้านบาท โดยมี มีนักวิชาการซึ่งเป็นอาจารย์ 7 คน ใช้ตำแหน่งค้ำประกัน และยื่นครั้งสุดท้ายต่อศาลฎีกา  โดยนักวิชาการกลุ่มเดิม 7 คน พร้อมเงิน 1 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาต ให้ประกันตัว กระทั่งเห็นว่า หากรอศาลอุทธรณ์พิพากษา คงจะใช้เวลานาน จึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์ เพื่อให้คดีถึงที่สุดและเตรียมดำเนินขั้นตอนขอพระราชทานอภัยโทษ  เพราะไม่มีหวังที่จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัว หลังจากยื่นไปแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง” นายอานนท์กล่าว

นายอานนท์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ผลการชันสูตรออกมาประกอบกับบันทึกการตรวจร่างกาย “อากง” พบว่า ไม่มีร่องรอยการพยามยามให้ความช่วยเหลือ เช่น การให้น้ำเกลือ หรือ ปั๊มหัวใจ พบแต่เพียงการเจาะเลือด ไม่มีร่องรอยการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเลย

นายอานนท์ เปิดเผยว่า ตนได้ไปเยี่ยม “อากง” ครั้งสุดท้าย วันพุธ ที่ 2 พ.ค. โดย “อากง” บอกว่า ปวดท้องหลายวัน มีคิวจะเข้าโรงพยาบาลวันศุกร์ ที่ 4 พ.ค. แต่ตนมาทราบภายหลังว่า เขาปวดท้องมากกระทั่งต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันพฤหัส แล้วจากนั้น ก็เข้าไปอีกครั้งในวันศุกร์

“ผมพบอากงครั้งสุดท้าย แกเดินแทบไม่ไหว แต่มีผู้ถูกคุมขังในคดีอาญามาตรา 112 อีก  ช่วยพยุงแกออกมา แล้วของที่เอาไปฝาก แกก็ถือไม่ไหว ต้องให้คนอื่นช่วยถือ เพราะมีอาการปวดท้อง แต่ตอนนั้น แกกลับบอกว่า แกคิดว่าจะได้ออกมาเร็วๆ นี้ แกยืนยันว่าไม่ได้ทำความผิด แกบอกว่า ถ้าแกออกมา แกจะไปขอบคุณอาจารย์ที่มาช่วยประกันตัว และจะออกไปหาหลานๆ เพราะหลานใกล้เปิดเทอมแล้ว อยากไปส่งหลานไปโรงเรียน แกจึงเห็นว่าต้องขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้ได้ออกจากเรือนจำ ผมเห็นแกมีท่าทางดีใจที่ใกล้จะได้ออกมาแล้ว แต่ผมไม่คิดว่าอากงจะออกมา แบบที่ไม่มีลมหายใจ ผมช็อก” นายอานนท์กล่าว

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336571392&grpid=03&catid&subcatid

วันนี้ (9 พ.ค.55) เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานกรณีอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ชี้แจงเกี่ยวกับ “อากง” หรือนายอำพล ผู้ต้องขังส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นเบื้องสูง หลังมีความเคลื่อนไหวชูป้ายทวงถามว่า “ใครฆ่าอากง” ระบุ คดีถึงที่สุดแล้ว เหตุจำเลยถอนอุทธรณ์เพื่อขอถวายฎีกา จึงไม่อาจยื่นประกันได้ แนะอัยการยื่นไต่สวนชันสูตรศพ

โดยทีมข่าวอาชญากรรม ไทยรัฐออนไลน์รายงานคำชี้แจงของนายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาว่า คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้ว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ จำเลยได้ยื่นประกันตัวชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอาญาส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง แต่ระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยได้ขอถอนอุทธรณ์ประมาณเดือนมีนาคม 2555 โดยตนทราบจากข่าวว่า จำเลยโดยทนายความประสงค์จะใช้สิทธิ์ยื่นถวายฎีกาเพราะจะถวายได้ต่อเมื่อคดีต้องถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อคดีถึงที่สุด ก็ไม่อาจยื่นประกันตัวอีกได้ ถึงยื่นประกันก็คงไม่ได้ประกันเนื่องจากคดีไม่ได้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรม

อธิบดีศาลอาญา กล่าวว่า ดังนั้น ตัวนายอำพลจึงอยู่ในการควบคุมของราชทัณฑ์ ซึ่งมีการรักษาพยาบาลของเขาอยู่แล้ว หากจะนำตัวมารักษาข้างนอกก็อาจทำได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ควบคุม ต่อมาเมื่อนายอำพลเสียชีวิตไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ก็ถือว่าตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150-156 กำหนดให้อัยการยื่นคำร้องไต่สวนชันสูตรพลิกศพ เพื่อหาสาเหตุการตาย ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาคดีนี้ในศาลอาญาอีกครั้ง.

 

คำชี้แจงจากทนายจำเลย

ด้านพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายจำเลยได้ชี้แจงเรื่องนี้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า “ทนายความจำเลยขอชี้แจงเพิ่มเติมว่าในการขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นสองครั้งสุดท้ายก่อนมีการขอถอนอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 นั้น

1.ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปยังศาลอาญา ศาลอาญาให้ส่งเรื่องไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีกับพยานหลักฐานที่ศาล ชั้นต้นได้พิจารณาแล้วนับว่าร้ายแรง ประกอบกับข้อที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี และที่จำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยไม่ปรากฏว่าถึงขนาดจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ได้ ทั้งทางราชการก็มีโรงพยาบาลที่จะรองรับให้การรักษาจำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและแจ้งเหตุการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยและผู้ขอประกัน ทราบโดยเร็วรายละเอียดปรากฏตาม “http://www.prachatai3.info/journal/2012/02/39377

2.ต่อจากนั้นทนายความได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ขอปล่อยตัวชั่วคราวไปยังศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง 20 ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง” รายละเอียดปรากฏตาม http://www.flickr.com/photos/78114750@N07/7158608810/

นับแต่วันฟ้องคดี 18 มกราคม 2555 จนถึงวันที่ขอถอนอุทธรณ์วันที่ 3 เมษายน 2555 รวมศาลชั้นต้นยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำนวน 4 ครั้ง ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำนวน 3 ครั้ง และศาลฎีกายกคำร้องจำนวน 1 ครั้ง

จำเลยยื่นอุทธรณ์ด้วยความหวังว่าจะได้รับการปล่อยตัวระหว่างพิจารณาคดี แต่เมื่อไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวทำให้จำเลยต้องต่อสู้คดีในเรือนจำเป็นระยะเวลานานประกอบกับมีปัญหาสุขภาพ จำเลยจึงใช้สิทธิถอนอุทธรณ์และเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้ได้รับอิสรภาพโดยเร็วที่สุด

ประเด็นที่อธิบดีศาลพยายามชี้แจงคือ ณ ห้วงเวลาที่อากงเจ็บป่วยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลแล้ว เป็นหน้าที่ราชทัณฑ์ แต่คำถามคือ แล้วการยื่นคำร้องขอปล่อยตัว ทั้งแปดครั้งที่ผ่านมาศาลไม่มีโอกาสในการสั่งอนุญาตหรือ พฤติการณ์ใดของจำเลยที่แสดงว่าจำเลยจะหลบหนีหรือ ในเมื่อวันที่สั่งฟ้องจำเลยเดินไปศาล ยุติ ธรรมด้วยตนเอง

หรือแม้กระทั่งไม่มีเหตุความเจ็บป่วย หลักการคือต้องให้จำเลยประกันเป็นหลัก การไม่อนุญาตให้ประกันเป็นข้อยกเว้นมิใช่หรือ หรือเราเรียนกฎหมายมาคนละตำรากับศาล นักกฎหมายท่านไหนมีความเห็นต่างเชิญแลกเปลี่ยนได้ค่ะ”

 

คำชี้แจงจากนักวิชาการที่ใช้ตำแหน่งประกันตัวให้อากง

นอกจากนี้พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในนักวิชาการที่ยื่นประกันตัวอากงโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า “……. ขอชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียดอีกที วันที่ 20 ก.พ.นักวิชาการ 7 คนยื่นขอประกันอากงต่อศาลอุทธรณ์ (เป็นครั้งที่ 7) วันที่ 23 ก.พ.ศาลไม่ให้ประกัน, วันที่ 8 มี.ค.ยื่นอีกครั้งต่อศาลฎีกาโดยใช้ชื่อนักวิชาการกลุ่มเดิม ครั้งที่ 8 , 13 มี.ค.ศาลฎีกามีคำสั่่งปฏิเสธอีกเช่นเคย เรื่องขออภัยโทษเกิดขึ้นหลังจากการประกันสิ้นสุดแล้ว ไม่เกี่ยวกันเลย วันที่ไปยื่นขอประกันในชั้นศาลอุทธรณ์ ทั้งญาติและทนายก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะขออภัยโทษ เขาทำใจไม่ได้ที่จะต้องรับผิดกับสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ นอกจากนี้ ถ้าอ่านข่าวที่มากับข่าวการเสียชีวิตของอากง ทนายอานนท์ก็บอกแล้วว่า ยังไม่ได้ยื่นเรื่องขออภัยโทษเลย..”

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยื่นคำร้องของประกันตัวของนายอำพลคือ เขาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้งระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น และระหว่างอุทธรณ์รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง และได้อุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว 3 ครั้ง และในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ วันที่ 23 ก.พ. ในการขอประกันตัวชั้นอุทธรณ์ครั้งแรกโดยในครั้งนี้ใช้ตำแหน่งของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวม 7 คน ศาลอุทธรณ์ระบุเหตุผลในการยกคำร้องว่า

“พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีกับพยานหลักฐานที่ศาล ชั้นต้นได้พิจารณาแล้วนับว่าร้ายแรง ประกอบกับข้อที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี และที่จำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยไม่ปรากฏว่าถึงขนาดจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ได้ ทั้งทางราชการก็มีโรงพยาบาลที่จะรองรับให้การรักษาจำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและแจ้งเหตุการณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยและผู้ขอประกัน ทราบโดยเร็ว”

http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39377

จากนั้นทนายได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลฎีกาในวันที่ 8 มี.ค.โดยนักวิชาการกลุ่มเดิมเป็นผู้ยื่นประกัน ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้คำวินิจฉัยในวันที่ 15 มี.ค. ไม่ให้ประกันอากง โดยระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง 20 ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง”

http://prachatai.com/journal/2012/03/39683

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 119 ทวิ นั้นระบุว่าแม้คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจะถูกยกไป และแม้เมื่ออุทธรณ์หรือฎีกาคำร้องแล้วศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา(แล้วแต่กรณี)จะไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว แต่ก็ไม่ตัดสิทธิที่จะร้องใหม่

 

“อากง” เคยได้ประกัน ชั้นสอบสวน

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเรื่องการประกันตัวของอากงยังมีมากกว่านั้นอีก นั่นคือ อากงเคยได้ประกันตัวในชั้นสอบสวน เป็นอิสระช่วงสั้นๆ ประมาณ 3 เดือนก่อนติดคุกยาวในชั้นพิจารณาคดี

หลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค.53  เขาถูกคุมตัวในเรือนจำนวน 63 วัน ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

จากนั้นในวันที่ 29 ก.ย.53 ทนายความยื่นประกันตัวครั้งที่สอง โดยใช้ที่ดินของญาติเป็นหลักทรัพย์ และเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า หลักประกันน่าเชื่อถือได้ว่าจำเลยจะไม่หลบหนี

หลังจากนั้น ในวันที่ 18 ม.ค. 54  อัยการมีคำสั่งฟ้องนายอำพลเป็นจำเลยในคดีที่มีการส่งข้อความหมิ่นเบื้องสูง ไปยังนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญ มีความผิดตามมาตรา 14 (2), (3) ตามพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวตเตอร์ฯ และมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ในวันนั้นจำเลยเดินทางมาศาลตามนัดหมาย และถูกควบคุมตัวอีกครั้งโดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ให้เหตุผลว่า

“ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้องกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและ ความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคงจำเลยอาจหลบหนี ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว”

เรื่องนี้ “ช็อค” เจ้าตัวและครอบครัวที่มารอฟังผลในวันนั้นอย่างมาก (อ่านเรื่องราวในวันดังกล่าวและสภาพครอบครัวได้ในรายงาน http://prachatai.com/journal/2011/01/32687)

แม้แต่เจ้าหน้าที่ของ ปอท. (กองบังคับการปรามปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำคดีอากงเองก็เคยเอ่ยปากในการพูดคุยกับนักวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายนี้ว่า เป็นกรณีที่เขาเองก็งง เพราะเคยได้รับการประกันตัวมาแล้ว และเมื่อมีการนัดหมายในคดีก็มาโดยปกติ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะหลบหนี

จากการพูดคุยกับผู้ต้องขังคดีเดียวกันที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำเดียวกับอากง เขาให้ข้อมูลในช่วงเวลานั้นว่า การเข้าคุกเป็นครั้งที่สองสร้างผลกระทบด้านจิตใจให้อากงอย่างมาก และเขานอนร้องไห้อยู่หลายคืนกว่าจะเริ่มปรับตัวได้อีกครั้ง ท่ามกลางการดูแลของเพื่อนนักโทษที่เห็นใจในชะตากรรม โดยเฉพาะเพื่อนคนสนิท ธันย์ฐวุฒิ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ ในข้อหาเป็นเว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 13 ปี และในภายหลังได้ขอถอนอุทธรณ์และเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษเช่นเดียวกับอากง

 

อ่านรายละเอียดคดี “อากง” http://freedom.ilaw.or.th/th/case/21

อ่านรายละเอียดคดี “ธันย์ฐวุฒิ” http://freedom.ilaw.or.th/th/case/19

 

=========================

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 ทวิ ในกรณีที่ศาลสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ร้องขอมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ ดังต่อไปนี้

(1) คำสั่งของศาลชั้นต้น ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์

(2) คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา

ให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งรีบส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมด้วยสำนวนความ หรือสำเนาสำนวนความเท่าที่จำเป็นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งโดยเร็ว

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยืนตามศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องให้ปล่อยชั่วคราวใหม่

ที่มา http://prachatai.com/journal/2012/05/40437

ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะออกมาเป็นรายงานหรือเป็นโน้ตของการทำคดีความ แต่ขออนุญาตเขียนถึงความคืบหน้าของคดีเสื้อแดง และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่าที่สำนักงานได้เข้าไปมีส่วนรับผิดชอบ รวมทั้งที่ได้ให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานอื่นๆ เผื่อท่านที่สนใจจะได้ติดตามความคืบหน้าต่อไป

๑.คดีก่อการร้ายของแกนนำ จำเลยทั้ง ๒๐ คน ( คดีนี้ศาลอาญาได้รวมคดีของนายอริสมันต์ เข้าเป็นจำเลยที่ ๒๐ ด้วยจากเดิมที่มีจำเลย ๑๙ คน ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าคดีเป็นเหตุการณ์เดียวกันและเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา)   ศาลได้นัดสืบพยานนัดแรกในวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕ และสืบพยานต่อเนื่องกันไปทุกวันพฤหัสบดี-ศุกร์ ของทุกสัปดาห์จนกว่าจะแล้วเสร็จ
หมายเหตุ : คดีได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง

๒.คดีแพ่งฟ้องหน่วยงานของรัฐอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ๒ คดีขึ้นศาลวันนี้ คือ คดีนายฐานุทัศน์ ซึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ศาลได้อนุญาตให้ภรรยาผู้ตายเข้ารับมรดกความ และทนายความได้แถลงต่อศาลว่าจะฟ้องเพิ่มเติมในส่วนของค่าขาดอุปการะ ค่าปลงศพ เข้ามาใหม่อีกคดีและจะรวมคดีกันเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาในภายหลัง ศาลเลื่อนการพิจารณาไปนัดพร้อมวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๙.๐๐ น.

อีกคดีเป็นคดีนางสุมาภร ศรีเทพ ซึ่งบุตรชายถูกยิงเสียชีวิตบริเวณซอยรางน้ำ ( น้องเฌอร์ ) ศาลได้นัดชี้สองสถานในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕
หมายเหตุ : ทั้งสองคดีได้รับความช่วยเหลือจาก ศปช.

๓.คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
๓.๑ คดีนายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ อยู่ระหว่างการขอรับพระราชทานอภัยโทษ เรื่องอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม
๓.๒ คดีนายสุริยันต์  กกเปือย  อยู่ระหว่างการขอรับพระราชทานอภัยโทษ เรื่องอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม
๓.๓ คดีนายวันชัย แซ่ตัน อยู่ระหว่างการขอรับพระราชทานอภัยโทษ เรื่องอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม
๓.๔ คดีนายอำพล ตั้งนพกุล  ศาลอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์แล้ว  คดีอยู่ระหว่างรอหนังสือรับรองคดีเด็ดขาด
๓.๕ คดีนายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล  ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์วันนี้ อยู่ระหว่างรอคำสั่ง
๓.๖ คดีนายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง นัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕
๓.๗ คดีนายเอกชัย หงส์กังวาน นัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕
๓.๘ คดีนายคธา ( พรบ.คอมฯ) นัดสืบพยานโจทก์ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕

๔.คดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร อยู่ระหว่างอุทธรณ์ของจำเลย ๑๓ คน ปัจจุบันจำเลยทั้ง ๑๓ คนถูกควบคุมตัวที่เรือนจำบางเขน
หมายเหตุ : ได้รับความช่วยเหลือจาก ศปช.

๕.คดีนายเพชร แสงมณี (ก่อการร้าย) อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันจำเลย   ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำบางเขน
หมายเหตุ : ได้รับความช่วยเหลือจาก ศปช.

๖.คดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ที่จังหวัดเชียงราย ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ผมได้รับจดหมายจาก อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และพี่น้องคดีการเมือง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการจัดตั้งเป็น “สภาคนเสื้อแดงในเรือนจำฯ” ได้ให้ความเห็นแก่การขอพระราชทานอภัยโทษในฐานะคนที่มีประสบการณ์จริง   น่าสนใจที่เราคนอยู่นอกเรือนจำควรรับฟังพี่น้องเหล่านั้น…

11  เมษายน  2555

สวัสดีครับ  คุณอานนท์  ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่ไม่เคยเขียนจดหมายไปหาเลย เหตุเพราะว่าผมเขียนไม่ค่อยเก่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก สายตาก็ไม่ดีเลย  เลยไม่ค่อยอยากเขียน กับหลานๆผมก็ไม่เคยเขียนไปนะ ทั้งๆที่คิดถึงพวกเขามาก อาจเพราะว่าคุณหนุ่มเขาทำหน้าที่นี้แทนผมไปก็ได้ เขียนไปคุยเรื่องของผมให้หลานๆฟังอยู่เรื่อยๆ ผมเลยไม่ได้เขียนไป คุณหนุ่มเขียนเสมือนผมเขียนแหล่ะ

ผมเองสบายดีครับโดยเฉพาะช่วงนี้ ที่รู้ข่าวว่าคุณอานนท์จะทำเรื่องขออภัยโทษรายบุคคลให้พร้อมๆกับเพื่อนครอบครัว  112  ทั้ง  11  คน ผมดีใจและมีความหวังมากๆที่จะได้รับอิสรภาพในเร็วๆนี้ พร้อมๆกับเพื่อนๆที่ร่วมอดทนต่อสู้กันมาและผมเชื่อว่าทางออกทางนี้ดีที่สุด เพราะคดีอย่างผมยังไงก็ไม่มีทางที่จะนิรโทษกรรมกับเขาหรอก ทุกวันนี้ผมก็ออกกำลังกายตอนเช้าๆทุกวัน บางวันผมก็ทำคนเดียว แต่บางวันผมก็ทำกับคุณหนุ่ม เรื่องความเป็นอยู่พวกเราก็กินด้วยกันที่แดน 8 พวกเราเกาะกลุ่มกันดีครับ ก็มีหนุ่ม หมี สุริยันต์ ไมตี้ และเพื่อนๆที่ชื่นชอบคนเสื้อแดงอีกหลายคนคอยดูแลกันและกัน คุณอานนท์อย่าได้กังวล ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ เหนื่อยที่จะมีชีวิตอยู่ เหนื่อยที่จะต่อสู้เพื่อค้นหาความยุติธรรมให้กับตัวเองและคนในครอบครัว ผมหมดกำลังใจหลายครั้ง คิดถึงแต่ลูกเมียและหลานๆ ก็มีแต่คุณหนุ่มที่จะคอยชาร์ตแบตให้ คุณหนุ่มจะบ่นว่าเสมอ ผมเป็นพวกแบตเสื่อมชาร์ตได้ไม่กี่นาทีก็ต้องกลับมาชาร์ตอยู่เรื่อยๆคิดแล้วก็เห็นใจหนุ่มเขานะ แต่ผมก็ท้อจริงๆในแต่ละวันผมจะเฝ้ารอ อุ้มาเยี่ยม บางวันพาหลานๆมา ทำให้ผมมีกำลังใจยิ้มได้บ้าง นี่แหล่ะคือความสุขของผมสามารถหาได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา

คุณอานนท์ไม่ต้องห่วงผมนะครับ ผมจะพยายามอดทนและมีกำลังใจสู้ต่อไป หวังแต่เพียงว่าคุณอานนท์และรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์จะช่วยกันผลักดันการขออภัยโทษของพวกเราในกรณีพิเศษเพื่อว่าผมจะได้กลับไปอยู่กับหลานๆลูกเมียเสียที ผมบอกตามตรงเลยนะครับว่าผมคิดถึงหลานๆมากที่สุดเลยครับ ผมเขียนจดหมายถึงหลานทีไรผมก็น้ำตาไหลทุกทีเลย  เลยไม่อยากเขียนไปหา

คุณอานนท์ครับ ฝากกราบขอบคุณคนที่มาเยี่ยมให้กำลังใจผมและนักโทษ  112  ทุกคนด้วยครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผมจะได้รับข่าวดีในเร็ววันนี้

ขอขอบพระคุณมากครับ

( นายอำพล  ตั้งนพกุล )

๑.ข้อเท็จจริง : มีกฎหมายที่ยกเว้นความผิดให้แก่เจ้าหน้าที่นั้นอยู่แล้ว แม้จะมิได้เป็นไปตามหลักทั่วไปของกฎหมาย แต่ก็ถือว่าให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายมากกว่าการนิรโทษกรรม กล่าวคือ

มาตรา มาตรา ๑๗ ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ม.๑๗ บัญญัติว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่”

นั่นหมายความว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติงานในเหตุการณ์ดังกล่าวที่ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น ก็ไม่มีความผิดอยู่แล้ว แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดต่อกฎหมาย(อื่น) แต่ทหารที่ลงมือลั่นไกฆ่าประชาชน สั่งฆ่าประชาชน หรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังการสั่งฆ่า (ที่ทำไปโดยไม่โดยสุจริต เลือกปฏิบัติ และเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีจำเป็น แน่ๆ) ย่อมต้องบังคับตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากละเลยเสีย เหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนก็จะไม่มีทางชำระได้ ดังจะเห็นได้จากหลายๆเหตุการณ์ในอดีต

๒. การนิรโทษกรรมโดยแยกประชาชนออกจากการกระทำของทหารนั้นเคยมีการใช้แล้วอย่างน้อย ๑ ครั้งคือเหตุการณ์ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งสถานการณ์และเหตุผลในการชุมนุมใกล้เคียงกัน ดังที่ได้กล่าวไว้ในเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติ ดังนี้

หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ.๒๕๑๖ “:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การเดินขบวนของนักเรียน นิสิต นัก ศึกษาและประชาชน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมพ.ศ. 2516 ได้มีการกระทำที่เป็นความผิดและเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่าง กายของบุคคล และความเสียหายแก่ทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน และความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันระหว่าง นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล สำหรับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลนั้น เมื่อได้ กระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้วส่วนการกระทำของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน มิได้รับการคุ้มครองดังกล่าว แต่เมื่อได้คำนึงถึงว่าการกระทำนั้นได้กระทำไปโดยปรารถนา จะให้มีรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขให้รวดเร็วยิ่งขึ้น สมควรให้มีนิรโทษกรรมแก่บรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่ง เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น”

๓. ด้วยกระบวนการยุติธรรมที่สิทธิของประชาชนถูกลิดรอน เช่น การไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว การถูกบังคับโดยกฎหมายที่ละเมิดสิทธิโดยตรง ทำให้ไม่สามารถต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมแบบปกติได้ ( ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าให้ นักโทษ ม.๑๑๒ เข้ากระบวนการยุติธรรมแบบปกติ ทั้งที่ทราบดีว่ามันไม่ปกติอย่างไร) เมื่อประกอบกับ “การกระทำนั้นได้กระทำไปโดยปรารถนา จะให้มีรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย” หรือ “เป็นการกระทำการเพื่อตอบโต้การสังหารหมู่ของรัฐโดยการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม” หรือ “การกล่าวหาพาดพิงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง” อันเป็นการกระทำที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง จึงสมควรที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อเป็นการรับรอง และคุ้มครองสิทธิของประชาชนดังกล่าว

ด้วยความเคารพ

อานนท์ นำภา

สมยศเบิกความระบุ “จิตร พลจันทร์” นามแฝงของ “จักรภพ เพ็ญแข” เขียนบทความที่ถูกฟ้อง เขียนมาก่อนเขาเป็นบก. พร้อมแจงอ่านบทความคร่าวๆ เห็นว่าหมายถึง “อำมาตย์” ไม่อาจโยงถึงกษัตริย์ได้ ด้านทนายชี้ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ฉบับใหม่ บก.ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ดีเอสไอจับคนเขียนไม่ได้ จึงโยงจับสมยศ

1 พ.ค.55 ที่ศาลอาญา รัชดา มีการสืบพยานจำเลยเป็นวันแรก ในคดีที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จากกรณีที่นายสมยศเป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Voice of Taksin ที่มีการตีพิมพ์บทความ 2 เรื่องที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112

จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า ในปี 2552 เป็นเพียงผู้เขียนคนหนึ่งใน นิตยสาร Voice of Taksin ต่อมาเมื่อถึงฉบับที่ 9 จึงมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (บก.บห.) ต่อจากนายประแสง มงคลสิริ (ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ-ประชาไท) โดยได้ค่าจ้าง 25,000 บาท นิตยสารเล่มนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของเด็ดขาด เนื่องจากร่วมกันหลายหุ้นและช่วยๆ กันทำ ส่วนเหตุที่ใช้ชื่อนี้ก็เป็นเพราะเหตุผลทางการตลาด มีแนวทางในการวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหาร พรรคประชาธิปัตย์ เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย กระทั่งถูกสั่งปิดซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะมีเนื้อหาวิพากษ์การโยกย้ายนายพลในช่วงเวลานั้นอย่างหนัก

สำหรับบทความที่ตีพิมพ์นั้น แบ่งเป็นบทความประจำที่ลงต่อเนื่อง และบทความใหม่ๆ ที่ต้องทำเพิ่มให้ทันสถานการณ์ ในส่วนบทความประจำจะมีทั้งผู้เขียนที่ใช้ชื่อจริงและนามแฝง โดยผู้มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมจะได้รับการลงพิมพ์ทั้งหมดโดยไม่มีการตัดทอนบทความแต่อย่างใด โดยปกติตนมีหน้าที่อ่านเพียงคร่าวๆ เนื่องจากมีบทความต้องพิจารณามาก และต้องเร่งให้ทันการปิดเล่ม

เมื่อถามว่า “จิตร พลจันทร์” เจ้าของบทความที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องคือใคร สมยศ ตอบว่า จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารตั้งแต่ฉบับแรกๆ ก่อนที่เขาจะมาทำหน้าที่เป็น บก.บห. โดยผู้ประสานงานติดต่อให้จักรภพมาเป็นคอลัมนิสต์คือ นายประแสง

เมื่ออัยการถามว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจคัดเลือกบทความในขั้นสุดท้าย สมยศขอดูรายชื่อกรรมการในนิตยสารอีกครั้งพร้อมระบุว่า ไม่อยู่ในรายชื่อนี้ จากนั้นอัยการได้ซักถามเพิ่มเติมจนสุดท้ายสมยศตอบว่า ผู้มีสิทธิตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการลงบทความ ก็คือตัวนักเขียนเอง ตนมีหน้าที่นำไปส่งโรงพิมพ์

ในด้านเนื้อหาของบทความ นายสมยศตอบทนายว่า เมื่ออ่านบทความของจิตรฯ แล้วคิดว่าสื่อถึง “อำมาตย์” ไม่คิดว่าจะสื่อความถึงสถาบันกษัตริย์ อีกทั้งภาพประกอบบทความก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด ไม่น่าจะทำให้ผู้อ่านโน้มเอียงไปในทางนั้นได้ ในส่วนที่พยานอื่นระบุว่าหมายถึงพระเจ้าตากสิน เขาไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากไม่มีการเอ่ยอ้างถึงท่อนจันทร์ แต่กล่าวถึงถุงแดงซึ่งเขาไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร การกล่าวถึงผู้อยู่ชั้นบนของโรงพยาบาลพระรามเก้าก็ไม่เกี่ยวข้องกษัตริย์ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราชโดยตลอด ส่วนการกล่าวถึงตัวละคร “หลวงนฤบาล” ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ เพราะตำแหน่งหลวงนั้นต่ำกว่า อีกทั้งบทความยังระบุว่าหลวงนฤบาลสอพลอทหารใหญ่ ซึ่งน่าจะหมายถึงนายทหารที่ยศต่ำกว่าจอมพลฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงเชื่อว่าไม่ได้หมายถึงกษัตริย์อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีการเบิกความเกี่ยวกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยสมยศเบิกความว่า เนื่องจากเป็นสื่อมวลชน ก็ได้ศึกษาข้อกฎหมายอยู่บ้าง โดยรู้ว่าตาม พ.ร.บ.สิ่งพิมพ์ 2484  บก.ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาของหนังสือที่จัดพิมพ์ แต่ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 นั้น ไม่ได้ระบุว่าให้บรรณาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ

สุวิทย์ ทองนวล ทนายจำเลยได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ภายหลังการสืบพยานว่า กฎหมายใหม่ไม่ได้ระบุว่าบรรณาธิการต้องรับผิดชอบด้วย หากบทความเข้าข่ายความผิดผู้เขียนต้องรับผิดชอบ การที่เจ้าหน้าที่จับตัวผู้เขียนไม่ได้ ก็ไม่ใช่ความผิดของเรา หรือต่อให้ยืนยันว่าบรรณาธิการต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่ตีพิมพ์ก็ยังไม่ใช่นายสมยศอยู่ดี เพราะมีบรรณาธิการอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือ แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี เพราะดีเอสไออ้างว่านายสมยศแสดงตนเสมือนเป็นบรรณาธิการ

สำหรับประวัติการทำงานที่ผ่านมา สมยศเบิกความต่อศาลว่า เคยทำสำนักพิมพ์สยามปริทัศน์และหนังสืออื่นๆ มาก่อนจะมาทำนิตยสาร Voice of Taksin หลังจากโดนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งปิด ก็มาเป็นบรรณาธิการของนิตยสาร Red Power ต่อในเดือน ก.ค.53

หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 สมยศและสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปัตย์รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ จากนั้นทั้งสองก็ถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ค่ายทหาร โดยสุธาชัยถูกควบคุมตัว 7 วัน สมยศถูกควบคุมตัว 21 วัน โดยไม่มีการสั่งฟ้องคดีใดๆ ระหว่างนั้น Voice of Taksin ถูกปิด ทีมงานเดิมจึงเปิด Red Power ขึ้นมาใหม่โดยตีพิมพ์ได้ 5 เล่ม ก็ถูกสั่งปิดโรงพิมพ์ จึงได้ไปจ้างพิมพ์ที่ประเทศกัมพูชาแล้วนำเข้ามาจำหน่ายในไทย พร้อมๆ กับการจัดทัวร์ท่องเที่ยวกัมพูชาด้วย

สมยศ ระบุว่า เขาเชื่อว่าการจับกุมเขามีที่มาจากผังล้มเจ้า ซึ่งระบุถึงหนังสือ Voice of Taksin และผู้เกี่ยวข้องหลายคน รวมถึงสุธาชัยด้วย ซึ่งภายหลังสุธาชัยได้ฟ้องหมิ่นประมาท พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ผู้ประกาศผังล้มเจ้า จนสุดท้าย พ.อ.สรรเสริญ ยอมรับว่าผังไม่มีมูล จึงได้มียอมความกันไป

ในทัศนะของสมยศ เขาคิดว่า สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้ง และยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ ซึ่งย้อนไปในอดีตจะพบว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ออกมาต่อต้านรัฐบาลทักษิณจนนำมาสู่การรัฐประหาร โดยมีข้ออ้างว่ารัฐบาลทักษิณไม่จงรักภักดี และยังแอบอ้างสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จนมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งออกมาต่อต้านและถูกจับกุมด้วยข้อหาไม่จงรักภักดีจำนวนมาก ทั้งที่พระองค์เคยมีพระราชดำรัสไว้ว่าพระมหากษัตริย์นั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอความจริง กระนั้นตนก็ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันเหมือนประชาชนทั่วไป เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 และเห็นว่ามันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายฝ่ายอื่น อีกทั้งโทษ 3-15 ปีก็สูงเกินกว่าเหตุ และขัดต่อหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงหลักนิติรัฐ ส่วนพฤติกรรมที่ผ่านมา เคยแถลงข่าวถึงปัญหาเรื่องนี้และเสนอการรวบรวมรายชื่อเพื่อยกเลิกมาตรา112 แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการก็ถูกจับกุมคุมขังในสัปดาห์ถัดมา

“ผมมีหน้าที่พูดในข้อเท็จจริง ถ้าพูดแล้วเขาจะลงโทษก็ไม่เป็นไร ถือว่าชีวิตนี้ทำหน้าที่แล้ว จบแล้ว” สมยศให้สัมภาษณ์ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศหลังเสร็จสิ้นการสืบพยานในช่วงเช้า

ทั้งนี้ สมยศถูกจับกุมที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย.54 ขณะพาคณะทัวร์เตรียมผ่านแดนไปกัมพูชา โดยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด เนื่องจากเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งตีพิมพ์บทความของ “จิตร พลจันทร์” ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง 2 บทความ โดยตีพิมพ์ในฉบับที่ 15 เดือนกุมภาพันธ์ 2553 ชื่อ “แผนนองเลือดกับยิงข้ามรุ่น”  และในฉบับที่ 16 เดือนมีนาคม 2553 ชื่อ เรื่อง 6 ตุลา แห่ง พ.ศ.2553 ซึ่งตามคำฟ้องระบุความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 112 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4

หลังจากถูกจับกุมเขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่ได้รับการประกันตัวแม้จะมีการยื่นขอประกันถึง 9 ครั้ง ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน โดยที่ผ่านมามีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 4 ครั้งในจังหวัดต่างๆ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 21 พ.ย.54, จังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.54, จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.55, จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 ก.พ.55 แต่มีการเลื่อนมาสืบพยานที่กรุงเทพฯ เนื่องจากพยานอยู่กรุงเทพฯและจะสืบพยานจำเลยในวันที่ 1-3 พ.ค.55 โดยในวันพรุ่งนี้ช่วงเช้านายปิยบุตร แสงกนกกุล จากกลุ่มนิติราษฎร์ จะขึ้นให้การเป็นพยาน

ที่มา ประชาไท http://prachatai.com/2011/home

๑. โจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า มีคนร้ายส่งข้อความผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๑๒ ไปที่หมายเลขโทรศัพท์ของนายสมเกียรติ เลขานุการนายอภิสิทธิ์จริงหรือไม่ เพราะนายสมเกียรติเพียงแต่ถ่ายภาพหน้าจอโทรศัพท์มาแจ้งความ ไม่ได้แสดงข้อความบนโทรศัพท์แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งหลักฐานดังกล่าวนั้นอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ประกอบกับตัวนายสมเกียรติเองก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรอให้มีการส่งข้อความสั้นถึงสี่ครั้งแล้วจึงมาแจ้งความ ทำไมไม่มาแจ้งความตั้งแต่ได้รับข้อความครั้งแรก

๒. หมายเลขรหัสประจำเครื่องหรือหมายเลข อีมี่ นั้นสามารถซ้ำกันได้ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยง่าย และเป็นหน้าที่โจทก์ในการพิสูจน์ว่ามีหมายเลขอีมี่ ๓๕๘๙๐๖๐๐๐๒๓๐๑๑๐ เพียงหมายเลขเดียวของจำเลยเท่านั้นที่ใช้อยู่ในเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด ซึ่งโจทก์มิได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นแต่อย่างใด ( โจทก์ไม่ได้ส่งรายงานการตรวจจากผู้ให้บริการ “เอไอเอส”)

๓. ศาลชั้นต้นได้ยกข้อเท็จจริงทางเทคนิคที่คลาดเคลื่อนอันเป็นสาระสำคัญขึ้นประกอบการวินิจฉัยในคำพิพากษา อันทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นคลาดเคลื่อน และไม่ตรงตามความเป็นจริงหลายประการ กล่าวคือ

๓.๑ ศาลชั้นต้นได้แปลความหมายของศัพท์ทางเทคนิคผิด จาก “CALLING NUM” ซึ่งหมายถึงหมายเลขต้นทาง และช่อง “CALLED NUM” ซึ่งหมายถึงหมายเลขปลายทาง กล่าวคือ ศาลแปล “รับเข้า” เป็น “ส่งออก” จึงทำให้ศาลวินนิจฉัยว่า อากงส่งข้อความ “ออก” เป็นประจำทั้งๆที่เป็นการ “รับข้อความเข้า” ซึ่งอาจเป็นพวกข่าวสาร หรือข้อความขยะอื่นๆ การแปลข้อความผิดดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นผิดหลงว่า อากงส่งข้อความออกเป็นประจำ ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นการรับข้อความเข้าทั้งหมด ไม่เคยส่งออกแม้แต่ครั้งเดียวในเบอร์ของอากง

๓.๒ โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นอย่างชัดแจ้งว่า พื้นที่การให้บริการของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด( เบอร์อากง) กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (เบอร์คนร้าย) เป็นพื้นที่ที่ใช้บริการบริเวณเดียวกัน มีเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆของพยานโจทก์

๓.๓ ประเด็นอื่นๆ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคลาดเคลื่อนไปจากหลักวิชาการ เช่น เรื่อง check digit , การนำสืบโปรแกรมนัมเบอร์ริ่งแพลน , ช่วงเวลาที่ไม่สัมพันธ์กันของเวลาการโทรศัพท์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใช้หนึ่งเครื่องโดยโดยใช้ซิมการ์ดสลับกันได้ ฯลฯ

๔. กระบวนการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าพนักงาน “ขัดแย้ง” ในสาระสำคัญของเวลา ทั้งยั้งขัดกับคำเบิกความของพยานโจทก์ รวมทั้งยังขัดแย้งกับพยานเอกสารอย่างชัดแจ้ง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

๕. พยานหลักฐานโจทก์ มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ศาลจึงไม่อาจนำพยานหลักฐานที่ไม่มีน้ำหนักมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้ เช่น ระยะเวลาในการตรวจสอบเป็นช่วงวันที่ ๑๐ –๑๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ไม่ตรงกับระยะเวลาที่เกิดเหตุในช่วงเดือนพฤษภาคม และรายงานการตรวจสอบทั้งสองครั้งมีผลตรวจไม่ตรงกัน โดยครั้งที่สองมีบางรายการหายไปจากครั้งแรก ซึ่งคนที่ตรวจสอบไม่ได้เซ็นรับรองความถูกต้องของเอกสารไว้ และไม่ได้ให้การเรื่องอีมี่ไว้เลยในชั้นสอบสวน ( ตำรวจไม่ได้สอบสวนเรื่องอีมี่จากผู้ตรวจในชั้นสอบสวน) รวมทั้ง “เครื่องของกลางเมื่อส่งไปตรวจพิสูจน์กับกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว ก็ไม่สามารถตรวจอีมีเครื่องได้ แต่หน่วยความจำเครื่องตรวจได้ ซึ่งน่าจะพิสูจน์ความผิดถูกแห่งคดีได้แต่โจทก์เองก็ไม่ได้ส่งรายงานการตรวจสอบหน่วยความจำเครื่องเข้าในสำนวนแต่อย่าใดฯลฯ

๖. โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานเอกสารใดสามารถยืนยันว่าจำเลยเป็นคน “ส่งข้อความ”หรือมีส่วนร่วมในการส่งข้อความตามฟ้อง ทั้งยังไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาภายในของจำเลยอันเป็นเหตุจูงใจในการกระทำความผิดในคดีนี้ ทั้งในคดีอาญา ภาระหน้าที่ในการนำสืบพยานเป็นของโจทก์เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นโดยสิ้นสงสัยได้ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องจริง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้

๗. จำเลยขอให้ศาลสืบพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับหมายเลขเครื่อง (อีมี่) ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนได้สูง โดยเฉพาะระบบการจัดเก็บของผู้ให้บริการในไทย

๘. จำเลยไม่สามารถส่งข้อความสั้น และไม่เคยส่งข้อความสั้น ทั้งมีความจงรักภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และได้ให้การปฏิเสธการว่าไม่ได้กระทำความผิดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และในชั้นศาล

นี่เป็นแค่เนื้อหาแห่งอุทธรณ์ฉบับย่อ ฉบับเต็มน่าจะได้เผยแพร่ในโอกาสต่อไป

28 ธ.ค.54  ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา ห้องพิจารณาคดี 811 มีการอ่านคำพิพากษา คดีดำที่ อ.2440/2553 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 สำนักงานอัยการสูงสุด จำเลย  ฟ้องนายคำหล้า ชมชื่น ว่ากระทำความผิดในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นอาวุธปืนของทหาร โดยเหตุเกิดในระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปีที่แล้วซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าขวางรถบรรทุกของทหารที่จะเข้าพื้นที่บริเวณใกล้ซอยหมอเหล็ง โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 340 วรรแรก ฐานปล้นทรัพย์ จำคุก 15 ปี จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวน และนำชี้สถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้ 1 ใน 3 จำคุก 10 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และกระสุนปืน ที่ยังไม่ได้คือเป็นเงิน 19,261 บาท แก่ผู้เสียหาย โดยผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาคือ นางอัญชลี อริยะนันทกะ และ นายธเนศ ไชยหมาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอัญชลี ผู้พิพากษา ได้ให้ผู้เข้าฟังการพิจารณาคดียืนรายงานตัวทีละคนก่อนอ่านคำพิพากษา และระหว่างการอ่านคำพิพากษาราว 20 หน้า ทนายจำเลยได้ไปยืนฟังการอ่านคำพิพากษาจนชิดบัลลังก์ เนื่องจากศาลอ่านคำพิพากษาด้วยเสียงที่จำเลยและผู้เข้าฟังการพิจารณาไม่สามารถได้ยินได้ โดยระบุว่าคำพิพากษาค่อนข้างยาวและไม่สามารถตะเบ็งเสียงอ่านทั้งหมดได้

ทั้งนี้ คำหล้าถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 พ.ค.53 และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาจนปัจจุบัน โดยในคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีก 3 คน  ร่วมกันปล้นทรัพย์ อาวุธปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) 2 กระบอก ราคากระบอกละ 16,031 บาท ซองกระสุน 6 ซอง  ราคา 2,280 บาท  และกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. 100 นัด ราคา 950 บาท ของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความครอบครองของ จ.ส.อ.สอน  แก่นทน, จ.ส.อ.ทวี ภูดินดาน  และ ส.ต.วิรัตน์ ศรีหาสาร ไปโดยทุจริต โดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอาวุธปืน, ซองกระสุน และกระสุนปืน 19,261 บาท  แก่ผู้เสียหายด้วย

นายวิญญัติ ชาติมนตรี หนึ่งในทีมทนายความที่เข้าฟังการพิจารณาคดีได้สรุปประเด็นให้ผู้สื่อข่าวฟังภายหลังการอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นว่า ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อสงสัยในพยานโจทก์ไม่ว่าจะเป็นการที่จำเลยอ้างว่าถูกข่มขู่ให้รับสารภาพในชั้นสอบสวนนั้น จำเลยไม่ได้สืบให้เห็นว่ามีการข่มขู่อย่างไร และการที่ทหารเข้าไปในเรือนจำชี้ตัวจำเลยผิดก็ไม่ได้เป็นเหตุรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด อีกทั้งจำเลยรับสารภาพแต่ต้นแล้วอ้างว่าลงลายมือชื่อไปโดยไม่รู้ว่าเป็นคำรับสารภาพ ไม่อาจรับฟังได้เนื่องจากเป็นเรื่องประโยชน์ของจำเลยเองที่ควรจะอ่าน ส่วนการอ้างว่าที่ไปชี้จุดโดยไม่รู้ว่าเป็นที่ใดนั้นก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และการเบิกความว่าในวันเกิดเหตุจำเลยอยู่ในที่ทำงานคือสำนักระบายน้ำกรุงเทพฯ จำเลยมีพยานเป็นผู้บังคับบัญชาซึ่งเบิกความว่าการตรวจสอบว่าใครมาทำงานมีเพียงการโทรศัพท์สอบถามเท่านั้นทำให้ไม่มีน้ำหนัก ประกอบกับภาพข่าวในวันเกิดเหตุที่ได้จากสถานีโทศน์ TPBS และสำนักข่าว TNEWS ก็น่าเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยร่วมอยู่ ส่วนอาวุธปืนเล็กนั้นพบซุกซ่อนอยู่ในวัดปทุมวนาราม 1 กระบอก ส่วนอีกกระบอกหนึ่งจำเลยอ้างในชั้นสอบสวนว่านำไปทิ้งในคลองบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว

สมศรี สงวนสิทธิ์ ภรรยาของคำหล้าให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังคำพิพากษาทั้งน้ำตาว่า รู้สึกตกใจกับผลที่เกิดขึ้นอย่างมากและเป็นสิ่งเกินความคาดหมาย สำหรับประวัติครอบครัวนั้นเธอและคำหล้าทำงานอยู่ที่เดียวกัน โดยคำหล้าสนใจเรื่องการเมืองและร่วมชุมนุมมาตั้งแต่มีกลุ่มเสื้อแดงใหม่ๆ เมื่อปีที่ผ่านมาเขามักจะไปฟังปราศรัยหลังเลิกงานอยู่เสมอ หลังจากคำหล้าถูกคุมขังในเรือนจำมาเกือบ 2 ปี ครอบครับลำบากมากเนื่องจากเธอมีเงินเดือนเพียง 8,000 บาทสำหรับดูแลลูกชายวัย 7 ขวบ เงินที่ขายมอเตอร์ไซด์ของครอบครัวเพื่อใช้เป็นรายจ่ายในการไปเยี่ยมคำหล้าก็หมดแล้ว

ด้านนักกิจกรรมจากกลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองที่ใช้นามแฝงว่า “นกแดง” กล่าวว่า ได้พาลูกชายของคำหล้าไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับบริจาค เนื่องจากเห็นว่าครอบครัวนี้มีฐานะยากจนมาก และต้องอยู่อย่างยากลำบากภายใจห้องเช่าเล็กๆ ย่าน สน.ดินแดง ผู้สนใจช่วยเหลือสามารถบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ชื่อบัญชี ด.ช.อภิชาติ ชมชื่น เลขที่ 688-0-08345-5

ขอบคุณที่มาจาก http://prachatai.com/journal/2011/12/38510

 

ผู้สนใจช่วยเหลือสามารถบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ชื่อบัญชี ด.ช.อภิชาติ ชมชื่น                                      เลขที่ 688-0-08345-5

 

คดีหนังสือแปล The King Never Smiles

คำพิพากษา : จำคุก โจ  2 ปี 6 เดือน

8 ธ.ค. 54 ณ ห้องพิจารณาคดี 812 ศาลอาญา รัชดาภิเษก นายเทวัญ รอดเจริญ และน.ส.อุมาพร ภัทรวุฒิพร ผู้พิพากษาขึ้นบัลลังค์เวลา 9.44 น. โดยมีผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นผู้อ่านคำพิพากษา ท่ามกลางสื่อมวลชนและประชาชนเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีราว 40 คน และมี Elizabeth Pratt กงสุลใหญ่จากสถานทูตสหรัฐอเมริกา และตัวแทนจากสถานทูตอีก 3 คนเข้าร่วมฟังการพิจารณา

นายโจ จี ชายสัญชาติไทย-อเมิรกัน ถูกกล่าวหาโดยพันเอกวิจารณ์ จดแตง ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน และนายเกริกไชย ศรีศุกร์เจริญ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่าเป็นเจ้าของบล็อกชื่อ บาทเดียว[ดอท]บล็อกสปอท[ดอท]คอม และใช้ฉายาว่า สิน แซ่จิ้ว ซึ่งแปะลิงก์ให้ดาว์นโหลดคำแปลหนังสือ The King Never Smiles ไว้ในบล็อกส่วนตัว และยังมีส่วนในการแปลหนังสือดังกล่าว เขาถูกจับกุมเมื่อ วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และศาลรับฟ้องเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554

เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายโจประกาศไม่ขอต่อสู้คดี ศาลจึงสั่งให้ผู้คุมสืบเสาะพฤติกรรมเพิ่มเติม โดยได้ข้อมูลว่า นายโจอ้างตัวว่าไม่สนใจเรื่องการเมืองประเทศไทย ไม่ใช่สิน แซ่จิ้ว เจ้าของบล็อกที่บรรจุลิงก์ให้ดาว์นโหลดหนังสือ The King Never Smiles และไม่เคยดูหมิ่นเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ องค์คณะผู้พิพากษากล่าวว่า คำให้การดังกล่าวขัดกับการรับสารภาพ ศาลจึงถามคำถามเดิมนี้ซ้ำอีกครั้ง นายโจยืนยันคำตอบตามที่เคยให้ไว้ ทำให้อานนท์ นำภา ทนายความของโจ จึงแจ้งต่อศาลว่า หากไม่นับกรณีที่ฟ้อง นายโจไม่เคยกระทำการดูหมิ่นเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ จากนั้นนายโจได้ยืนยันว่า เป็นไปตามที่ทนายแจ้ง

ทั้งนี้ เนื่องจากในทางกฎหมาย ไม่มีการไม่ขอต่อสู้คดีโดยไม่รับสารภาพ คดีนี้จึงเท่ากับว่าจำเลยรับสารภาพ ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และมาตรา 116 (2) ฐานสร้างความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร มาตรา 116 (3) ให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันมีความผิดต่อความมั่นคง และมาตรา 14 (5) เผยแพร่ส่งต่อข้อมูลที่เป็นความผิด

ศาลตัดสินว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี และริบของกลาง แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพจึงลดโทษลงเหลือ 2 ปี 6 เดือน

ขอบคุณที่มาจาก http://ilaw.or.th/node/1293

 

คดีแปลหนังสือ TKNS ศาลตัดสินจำคุก “โจ กอร์ดอน” 5 ปี แต่สารภาพจึงลดโทษเหลือ 2 ปีครึ่ง ทนายเล็งขออภัยโทษ ด้านกงสุลสหรัฐแถลงผิดหวังต่อผลการตัดสิน

เวลา 9.00 น. วันนี้ที่ห้องพิจารณาคดี 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มีการอ่านคำพิพากษาคดี โจ กอร์ดอน หรือ เลอพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เนื่องจากแปลและเผยแพร่ หนังสือ “The King never smiles” (TKNS) โดยก่อนหน้านี้เมื่อ 10 ต.ค. จำเลยตัดสินใจรับสารภาพ

โดยศาลตัดสินให้ลงโทษจำคุกนายโจ กอร์ดอน เป็นเวลา 5 ปี แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษ 2 ปี 6 เดือน โดยทนายความจำเลยเตรียมยื่นขออภัยโทษ หากอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์

ด้านสถานกงสุลสหรัฐในประเทศไทย กล่าวว่าการตัดสินลงโทษดังกล่าวเป็นเรื่อง “รุนแรง” (severe) ถึงแม้ว่าจะนับว่าน้อยแล้วสำหรับนักโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

อลิซาเบ็ธ แพร็ต ตัวแทนสถานทูตสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า โจ กอร์ดอน ถูกตัดสินลงโทษจากสิทธิในการแสดงออกที่เขาพึงมี

“เรายังคงเคารพสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่ในขณะเดียวกันเราก็สนับสนุนสิทธิในการแสดงออก ซึ่งเป็นหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งได้รับการรับรองในทางสากล” แพร็ตกล่าว

ตัวแทนกงสุลสหรัฐยังกล่าวว่า จะให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนแก่โจ กอร์ดอนต่อไปโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ มีผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศราว 50 คน ให้ความสนใจการอ่านคำพิพากษาคดีนายโจ กอร์ดอน ที่ห้องพิจารณาคดี ณ ศาลอาญา

นายเลอพงษ์ มีสัญชาติไทย-อเมริกัน อายุ 54 ปี ได้ออกจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ในรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เกือบ 30 ปี มีความสามารถด้านศิลปะหลายอย่าง เช่น ถ่ายรูป วาดภาพ โดยเคยเปิดนิทรรศการภาพเขียนในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเชี่ยวชาญการเล่นกีตาร์อะคูสติก เคยร่วมแต่งเพลงกับนักดนตรีเพื่อชีวีตชื่อดังของไทยอย่าง หงา คาราวาน และร่วมเป็นทีมงานในการผลิตภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับชีวิตของชาวอีสานผู้ได้รับ ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเรื่องเรื่อง ทองปาน  ซึ่งมี ไพจง ไหลสกุล ,รัศมี เผ่าเหลืองทอง, ยุทธนา มุกดาสนิทและ สุรชัย จันทิมาทร เป็นผู้กำกับ โดยภาพยนต์เรื่องนี้ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2519

ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 54 ที่ จ.นครราชสีมา ตามหมายจับเลขที่ 318/2554 ออกเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 54 ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และกระทำให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ฯ และกระทำผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของบล็อกที่ชื่อว่า “บาทเดียว” และเป็นผู้ใช้นามแฝงว่า “สิน แซ่จิ้ว” โดยในบล็อกของเขาซึ่งใส่ลิงก์ให้ดาวน์โหลดหนังสือThe King Never Smiles และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการแปลหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นภาษาไทย

สำหรับหนังสือ The King Never Smiles เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขียนโดย Paul Handley นักข่าวอิสระซึ่งทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย Yale เผยแพร่เมื่อปี 2549 ปัจจุบันเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย

นับแต่ถูกจับกุมโจปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยทันทีและถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร และทนายได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอประกันตัวโดยอ้างสิทธิพื้นฐาน และยังระบุว่าโจมีโรคความดันเลือดและโรคเกาต์ที่ต้องการการรักษา แต่ศาลปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อหาที่กระทบต่อความมั่นคงและกระทบต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ซึ่งมีโทษสูง และเขาอาจทำลายพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้

หลังจากพยายามขอประกันตัวต่อเนื่องเป็นจำนวน 8 ครั้ง ในวันที่ 10 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันแรกของการนัดพิจารณาคดี โจตัดสินใจประกาศว่าเขาไม่ขอต่อสู้คดี ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพฤติการณ์ของจำเลยแล้วรายงานต่อ ศาลภายใน 20 วัน และกำหนดวันพิพากษาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 แต่ด้วยเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ทำให้วันพิพากษาถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 8 ธันวาคม 2554 นับแต่วันจับกุมจนถึงวันพิพากษา โจถูกควบคุมตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลา 199 วัน หรือ 6 เดือนกับ 15 วัน

ขอบคุณที่มาจาก  http://www.prachatai.com/journal/2011/12/38234

 

วานนี้ (28 พ.ย.54) นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายสุรภักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) แจ้งว่า สำนักงานพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6  อัยการได้ยื่นฟ้องนายสุรภักดิ์แล้วในวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาเป็นเจ้าของอีเมล์ dorkao@hotmail.com ซึ่งจัดทำเพจในเฟซบุ๊กชื่อว่า “เราจะ…….โดยทำรัฐประหาร” และกระทำการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3,14,17

คำฟ้องระบุว่า จำเลยทำการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดดังกล่าวในวันที่ 4 พ.ค.54, 18 มิ.ย.54, 22 มิ.ย.54, 16 ส.ค.54  ในเฟซบุ๊ก และในวันที่ 2 ก.ย.54 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวจำเลยได้พร้อม คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง แอร์การ์ด 1 อัน ซิมการ์ดทรูมูฟ 2 อัน ซิมการร์วันทูคอล 1 อัน แผ่นซีดี บรรจุในกระเป๋าซีดี จำนวน 52 แผ่น โมเดมเร้าเตอร์ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง แผงวงจรไฟฟ้า 1 ตัว จึงได้ยึดเป็นของกลาง ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสอบสวน จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ถูกจับตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

คำฟ้องยังระบุเหตุผลในตอนท้าย เพื่อคัดค้านการขอประกันตัวของจำเลยด้วยว่า “อนึ่ง จำเลยเป็นคนไทย อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อชาติบ้านเมือง และพสกนิกรเป็นล้นพ้น จำเลยนอกจากไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณทรงมีต่อพสกนิกรเสมอมาแล้ว ยังบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้ พฤติกรรมของจำเลยไม่มีเหตุอันควรปราณี ไม่ว่าในทางใด สมควรได้รับโทษสถานหนัก จำเลยกระทำผิดร้ายแรง อันป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว อาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อภัยในลักษณะดังกล่าวขึ้นมาอีก หากจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สุรภักดิ์ วัย 40 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาซอฟท์แวร์ให้กับบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เพิ่งเปิดบริษัทใหม่ได้ไม่ถึงเดือน เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมาทางเทคโนโลยี (ปอท.) นับสิบนายบุกเข้าจับกุม ซึ่งตามข่าวระบุว่าเป็นวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา และในการตรวจค้นและยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง และคอมพิวเตอร์แบบพกพาอีก 1 เครื่องนั้น สุรภักดิ์พยายามติดต่อพยานเพื่อมาดูและกระบวนการดังกล่าว รวมทั้งขอติดต่อทนายความ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธและยึดโทรศัพท์มือถือไป กระทั่งนำตัวมาสอบสวนที่ ปอท. จึงได้พบทนายความ เขาระบุอีกว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีหลักฐานอย่างชัดเจนในการกล่าวหาเขาแต่อย่างใด เพียงแต่ระบุว่า มีนักศึกษาไปร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวกับเพจนี้ แล้วจากนั้นก็มีพยานอีก 1 คนที่ระบุเชื่อมโยงตัวเขาเข้ากับเพจดังกล่าว

ขอบคุณที่มาจาก http://www.prachatai.com/journal/2011/11/38071

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ออกแถลงการณ์เนื่องในกรณีการตัดสินคดี ‘อากง’ ส่ง SMS ชี้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นประชาธิปไตย แนะควรแก้ไขหรือยกเลิกการใช้กฎหมายดังกล่าว

สืบเนื่องจากกรณีการตัดสินคดีของอำพล (สงวนนามสกุล) ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเนื่องในข้อหาละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) จึงได้ออกแถลงการณ์ว่าด้วยกรณีดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินดังกล่าวมีปัญหา เนื่องจากมีความคลุมเครือในการใช้พยานหลักฐาน ประกอบกับความไม่เป็นประชาธิปไตยของตัวบทกฎหมายของกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีหลักพิจารณาและมีโทษสูงเกินความจำเป็น สนนท. จึงได้เรียกร้องให้ทำการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าวด้วย

แถลงการณ์การตัดสินคดี ลุง sms มีความผิดหมิ่นสถาบันฯ จำคุก 20 ปี

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 ศาลเทเลคอนเฟอร์เรนซ์อ่านคำพิพากษานายอำพล(สงวนนามสกุล) หรืออากงฐานส่งข้อความทางโทรศัพท์หรือ SMS อันอาจเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทั้งหมด 4 ครั้ง ผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ (3) ลงโทษกรรมละ 5 ปีรวมจำคุก 20 ปี

ซึ่งการตัดสินคดีดังกล่าวมีปัญหา 2 ประเด็น โดยในประเด็นแรกคือปัญหาในด้านการตัดสินของศาลและประเด็นสำคัญคือปัญหาของประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 โดยจะอธิบายอย่างชัดเจนดังต่อไปนี้

  1. ปัญหาในด้านการตัดสินของศาลที่มีความไม่ชัดเจนและยังคงคลุมเครือ ดั่งสำนวนส่วนหนึ่งในคำพิพากษาคดีที่ว่า “..แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน..” จากส่วนสำนวนคำตัดสินคดีข้างต้นดังกล่าวจะเห็นได้ว่าแม้แต่ศาลยังยอมรับเองว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งทุกคนล้วนรู้ดีว่าหลักพื้นฐานคดีอาญาคือการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย ถ้าทำไม่ได้ต้องยกให้เป็นประโยชน์ของจำเลย แต่สิ่งที่ศาลได้กระทำคือการตัดสินคดีที่ไร้หลักฐานที่เพียงพอ เพียงเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการจับขังนายอำพล แม้วิธีการจะไร้ซึ่งความชอบธรรมก็ตาม
  2. ส่วนปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เป็นตัวบทกฎหมายที่ใช้อ้างอิงสาระสำคัญหลักในคดีนี้จะพบว่าผิดทั้งที่มาและความชอบธรรม ด้วยด้านที่มากฏหมายมาตราดังกล่าวมิได้มีความยึดโยงกับประชาชนของรัฐแม้แต่น้อยซึ่งผิดตามหลักนิติรัฐ-นิติธรรมดั่งอารยประเทศที่มีที่มาจากความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กลับมีฐานที่มาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการรัฐประหารทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยแม้แต่น้อย ส่วนในด้านความชอบธรรมกฏหมายสองฉบับดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อปิดปากผู้ที่คิดแตกต่างจากรัฐเท่านั้นซึ่งผิดตามหลักสิทธิเสรีภาพพลเมืองเท่าที่ควร

การวิจารณ์เป็นส่วนหนึ่งของหลักสิทธิเสรีภาพซึ่งตั้งอยู่บนหลักของประชาธิปไตย ซึ่งการวิจารณ์ดังกล่าวต้องตั้งอยู่โดยเจตนาสุจริต มิได้เป็นการโจมตีหรือใช้ความเท็จทำให้เสื่อมเสียย่อมไม่สมควรโดนตั้งข้อหาเหมือนอาชญากร แต่หากการวิจารณ์นั้นทำไปโดยการจงใจให้เสื่อมเสียโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จ ก็สมควรได้รับโทษตามแบบโทษหมิ่นประมาททั่วไปไม่ใช่โทษอาชญากรเช่นเดียวกับโทษของประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 ส่วนในด้านโทษของคดีดังกล่าวถือได้ว่าร้ายแรงเทียบเท่ากับคดีฆาตกรรมก็ว่าได้ เนื่องด้วยโทษจำคุกมากถึง 20 ปี ถือกันว่าเอากันตายเลยทีเดียว และเพียงการส่งข้อความทางโทรศัพท์หรือ sms ดังกล่าว ใครอาจส่งก็ได้ เช่น เพื่อน พ่อแม่และคนอื่นๆ ดังนั้นแล้วความชัดเจนของการตัดสินที่ยังคงคลุมเครือ

จากการตัดสินคดีดังกล่าว เราในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ขอคัดค้านและขอประนามการกระทำดังกล่าวที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพและหลักนิติรัฐ-นิติธรรม และมีข้อเสนอต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนดังต่อไปนี้

  1. ควรมีการพิจารณาตัดสินคดีที่มีความชัดเจนและไร้คลุมเครือ เช่น หลักฐานที่ใช้ประกอบคำตัดสิน เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับคดีต่อไป เพราะจากคดีดังกล่าวที่มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครืออันจะนำไปสู่บรรทัดฐานที่ผิดในทางตุลาการไทย
  2. จากโทษที่ใช้ในการตัดสินดังกล่าวเปรียบเสมือนดคีฆาตกรรมซึ่งมีความร้ายแรง ปรากฎจากศาลสั่งจำคุก 20 ปี ซึ่งเปรียบได้กับอีกครึ่งชีวิตที่ควรอยู่ ดังนั้นควรพิจารณาตัวบทกฏหมายใหม่และลดโทษในกฏหมายอื่นๆเพื่อเป็นแบบอย่างของประเทศที่เจริญในด้านการตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความศิวิไลซ์ของรัฐ
  3. ควรยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะเป็นมาตราที่มีปัญหาทั้งด้านที่มา ความชอบธรรม และการนำไปใช้ เพราะสามารถถูกนำไปใช้ทุกสถานการณ์ สามารถนำไปใช้กับศัตรูได้และการอ้างที่สามารถฟ้องโดยใครก็ได้ ทั้งที่หลักฐานประจักษ์พยานไม่เพียงพอก็สามารถฟ้องได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้จากวงการตุลาการไทยเลยแม้แต่น้อย

จากแถลงการณ์และข้อเสนอดังกล่าวจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคงตระหนักถึงความไม่สมบูรณ์ของวงการตุลาการซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบอบประชาธิปไตย และขอเป็นกำลังใจให้นายอำพลยืนหยัดสู้ต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
24 พฤศจิกายน 2554

ขอบคุณที่มาจาก  http://www.prachatai.com/journal/2011/11/38011