๑. โจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า มีคนร้ายส่งข้อความผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๑๒ ไปที่หมายเลขโทรศัพท์ของนายสมเกียรติ เลขานุการนายอภิสิทธิ์จริงหรือไม่ เพราะนายสมเกียรติเพียงแต่ถ่ายภาพหน้าจอโทรศัพท์มาแจ้งความ ไม่ได้แสดงข้อความบนโทรศัพท์แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งหลักฐานดังกล่าวนั้นอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ประกอบกับตัวนายสมเกียรติเองก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรอให้มีการส่งข้อความสั้นถึงสี่ครั้งแล้วจึงมาแจ้งความ ทำไมไม่มาแจ้งความตั้งแต่ได้รับข้อความครั้งแรก
๒. หมายเลขรหัสประจำเครื่องหรือหมายเลข อีมี่ นั้นสามารถซ้ำกันได้ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยง่าย และเป็นหน้าที่โจทก์ในการพิสูจน์ว่ามีหมายเลขอีมี่ ๓๕๘๙๐๖๐๐๐๒๓๐๑๑๐ เพียงหมายเลขเดียวของจำเลยเท่านั้นที่ใช้อยู่ในเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด ซึ่งโจทก์มิได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นแต่อย่างใด ( โจทก์ไม่ได้ส่งรายงานการตรวจจากผู้ให้บริการ “เอไอเอส”)
๓. ศาลชั้นต้นได้ยกข้อเท็จจริงทางเทคนิคที่คลาดเคลื่อนอันเป็นสาระสำคัญขึ้นประกอบการวินิจฉัยในคำพิพากษา อันทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นคลาดเคลื่อน และไม่ตรงตามความเป็นจริงหลายประการ กล่าวคือ
๓.๑ ศาลชั้นต้นได้แปลความหมายของศัพท์ทางเทคนิคผิด จาก “CALLING NUM” ซึ่งหมายถึงหมายเลขต้นทาง และช่อง “CALLED NUM” ซึ่งหมายถึงหมายเลขปลายทาง กล่าวคือ ศาลแปล “รับเข้า” เป็น “ส่งออก” จึงทำให้ศาลวินนิจฉัยว่า อากงส่งข้อความ “ออก” เป็นประจำทั้งๆที่เป็นการ “รับข้อความเข้า” ซึ่งอาจเป็นพวกข่าวสาร หรือข้อความขยะอื่นๆ การแปลข้อความผิดดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นผิดหลงว่า อากงส่งข้อความออกเป็นประจำ ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นการรับข้อความเข้าทั้งหมด ไม่เคยส่งออกแม้แต่ครั้งเดียวในเบอร์ของอากง
๓.๒ โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นอย่างชัดแจ้งว่า พื้นที่การให้บริการของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด( เบอร์อากง) กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (เบอร์คนร้าย) เป็นพื้นที่ที่ใช้บริการบริเวณเดียวกัน มีเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆของพยานโจทก์
๓.๓ ประเด็นอื่นๆ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคลาดเคลื่อนไปจากหลักวิชาการ เช่น เรื่อง check digit , การนำสืบโปรแกรมนัมเบอร์ริ่งแพลน , ช่วงเวลาที่ไม่สัมพันธ์กันของเวลาการโทรศัพท์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใช้หนึ่งเครื่องโดยโดยใช้ซิมการ์ดสลับกันได้ ฯลฯ
๔. กระบวนการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าพนักงาน “ขัดแย้ง” ในสาระสำคัญของเวลา ทั้งยั้งขัดกับคำเบิกความของพยานโจทก์ รวมทั้งยังขัดแย้งกับพยานเอกสารอย่างชัดแจ้ง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
๕. พยานหลักฐานโจทก์ มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ศาลจึงไม่อาจนำพยานหลักฐานที่ไม่มีน้ำหนักมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้ เช่น ระยะเวลาในการตรวจสอบเป็นช่วงวันที่ ๑๐ –๑๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ไม่ตรงกับระยะเวลาที่เกิดเหตุในช่วงเดือนพฤษภาคม และรายงานการตรวจสอบทั้งสองครั้งมีผลตรวจไม่ตรงกัน โดยครั้งที่สองมีบางรายการหายไปจากครั้งแรก ซึ่งคนที่ตรวจสอบไม่ได้เซ็นรับรองความถูกต้องของเอกสารไว้ และไม่ได้ให้การเรื่องอีมี่ไว้เลยในชั้นสอบสวน ( ตำรวจไม่ได้สอบสวนเรื่องอีมี่จากผู้ตรวจในชั้นสอบสวน) รวมทั้ง “เครื่องของกลางเมื่อส่งไปตรวจพิสูจน์กับกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว ก็ไม่สามารถตรวจอีมีเครื่องได้ แต่หน่วยความจำเครื่องตรวจได้ ซึ่งน่าจะพิสูจน์ความผิดถูกแห่งคดีได้แต่โจทก์เองก็ไม่ได้ส่งรายงานการตรวจสอบหน่วยความจำเครื่องเข้าในสำนวนแต่อย่าใดฯลฯ
๖. โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานเอกสารใดสามารถยืนยันว่าจำเลยเป็นคน “ส่งข้อความ”หรือมีส่วนร่วมในการส่งข้อความตามฟ้อง ทั้งยังไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาภายในของจำเลยอันเป็นเหตุจูงใจในการกระทำความผิดในคดีนี้ ทั้งในคดีอาญา ภาระหน้าที่ในการนำสืบพยานเป็นของโจทก์เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นโดยสิ้นสงสัยได้ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องจริง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้
๗. จำเลยขอให้ศาลสืบพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับหมายเลขเครื่อง (อีมี่) ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนได้สูง โดยเฉพาะระบบการจัดเก็บของผู้ให้บริการในไทย
๘. จำเลยไม่สามารถส่งข้อความสั้น และไม่เคยส่งข้อความสั้น ทั้งมีความจงรักภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และได้ให้การปฏิเสธการว่าไม่ได้กระทำความผิดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และในชั้นศาล
นี่เป็นแค่เนื้อหาแห่งอุทธรณ์ฉบับย่อ ฉบับเต็มน่าจะได้เผยแพร่ในโอกาสต่อไป
